คู่มือนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าสู่ระบบครั้งแรก การลงทะเบียน Two-Factor Authentication (MFA) ไปจนถึงการใช้งานฟีเจอร์ทั้งหมดตามบทบาท (Role) ของท่าน พร้อมภาพประกอบจากการใช้งานจริง — เลือกบทบาทของท่านด้านล่างเพื่อดูขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
ทุกบัญชีผู้ใช้งานในระบบนี้ต้องเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (MFA) ก่อนจึงจะเข้าใช้งานหน้าจอหลักได้ ไม่ว่าจะเป็น Role ใดก็ตาม — ขั้นตอนนี้ทำเพียงครั้งเดียวตอน Login ครั้งแรกของบัญชีนั้นๆ (ผู้ดูแลระบบเป็นผู้สร้างบัญชีและกำหนดรหัสผ่านเริ่มต้นให้)
หน้าจอ Sign In เปล่า — Email/Password ที่ใช้คือบัญชีที่ Admin สร้างไว้ให้ในระบบ
กรอก Email และ Password ครบแล้ว พร้อมกด Sign In
หากสแกนไม่ได้ (เช่น ใช้คนละเครื่อง) ให้กดลิงก์ "Can't scan? Enter this key manually" เพื่อดู Secret Key แบบตัวอักษร แล้วพิมพ์เพิ่ม Account ในแอป Authenticator ด้วยตนเอง
หน้าจอ Enable Two-Factor Authentication — สแกน QR Code ด้วยแอป Authenticator
กรอกรหัส 6 หลักจากแอป Authenticator แล้วกด Confirm & Enable
เพื่อความปลอดภัย ระบบกำหนดให้ Session ที่ Login ค้างไว้มีอายุ 24 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ Login สำเร็จครั้งล่าสุด (ไม่ใช่นับจากเวลาที่ใช้งานล่าสุด) เมื่อครบกำหนด ระบบจะแสดงข้อความ "Your session has expired. Please sign in again." และพากลับไปหน้า Sign In โดยอัตโนมัติ
หลัง Login สำเร็จ หน้าจอจะแบ่งเป็น 3 ส่วนเหมือนโปรแกรมทั่วไป:
ภาพรวมหน้าจอหลัก (ตัวอย่างของ Admin ที่หน้า Project Dashboard)
กดปุ่ม ☰ ที่มุมซ้ายบนของ Header เพื่อซ่อนเมนู ทำให้พื้นที่ Page กว้างขึ้น (เหมาะกับตารางที่มีหลายคอลัมน์) กดอีกครั้งเพื่อแสดงเมนูกลับมา ระบบจะจำสถานะที่ท่านเลือกไว้ในเครื่องที่ใช้งาน สำหรับหน้าจอขนาดเล็ก (เช่น มือถือ) เมนูจะซ่อนอยู่ในตอนเริ่มต้นและเปิดขึ้นมาทับหน้าจอเมื่อกดปุ่ม ☰ แล้วปิดเองหลังจากเลือกหน้าจอ
กดที่ชื่อของท่านมุมขวาบนของ Header จะมีรายการเมนูย่อยให้เลือก:
กดที่ชื่อผู้ใช้เพื่อเลือก Reset Password หรือ Logout (ปิดเมนูโดยกดที่อื่น หรือกดปุ่ม Esc)
Admin คือผู้ดูแลระบบ มองเห็นเมนูครบทุกส่วน: Project Dashboard, Personal Dashboard, Issues Log, Project Security, Master Setup, User Tracking Dashboard
เมนู (Menu) ด้านซ้ายที่ Admin มองเห็นทั้งหมด
Admin เห็น Issue ทุกรายการในทุกโครงการที่ตนมีสิทธิ์เข้าถึง (กำหนดผ่าน Project Security) หน้าจอนี้มีความสามารถดังนี้:
กดที่ ID ของ Issue (ตัวหนังสือสีเขียว) เพื่อเปิดหน้าจอ Edit Issue แบบเต็มหน้าจอ (Admin แก้ไขได้ทุกช่อง ดูรายละเอียดในหัวข้อ 4.5)
ตาราง Issues Log — Admin เห็นคอลัมน์ Actions (ลบ) เพิ่มจาก Role อื่น
กดปุ่มถังขยะสีแดงท้ายแถว ระบบจะถามยืนยัน 2 ครั้งติดกัน ก่อนลบจริง เพื่อป้องกันการลบผิดพลาด:
เลือกตารางข้อมูลหลักที่ต้องการจัดการจาก dropdown "Master Table" ด้านบน มีทั้งหมด 8 ตาราง:
| ตาราง | ใช้สำหรับ |
|---|---|
| Customer Master | ข้อมูลลูกค้า/บริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการ |
| Project Master | ข้อมูลโครงการ ผูกกับ Customer Master |
| Project Control by Phase | กำหนด Phase ที่เปิดใช้งานของแต่ละโครงการ และงบ Manday |
| User Profile | สร้าง/แก้ไขผู้ใช้งาน กำหนด Role (Admin / Project Team / Customer) |
| Issue Phase | รายการ Phase ที่เลือกได้ตอนแจ้ง Issue (เช่น DEV, SIT, UAT, PROD, CR) |
| Problem Type | ประเภทปัญหา (Data, Performance, Bug, Security, Question ฯลฯ) |
| Severity Level | ระดับความรุนแรง (Low, Medium, High, Critical) |
| Issue Status | สถานะของ Issue ทั้งหมดในระบบ |
ทุกตารางมีรูปแบบการใช้งานเหมือนกัน: ฟอร์มเพิ่มรายการใหม่ทางซ้าย และตารางรายการที่มีอยู่แล้วทางขวา พร้อมปุ่มแก้ไข (ดินสอ) และลบ (ถังขยะ) ท้ายแถว
ตัวอย่างหน้าจอ Master Setup ในมุมมอง Customer Master
เลือก Master Table เป็น "User Profile" กรอก Full Name, User Email, เลือก Platform Role Type (Admin / Project Team / Customer) และตั้ง Initial Password แล้วกด Add User ระบบจะสร้างบัญชี Login จริงให้ทันที (ผู้ใช้จะต้องลงทะเบียน MFA เองในการ Login ครั้งแรก ตามขั้นตอนในหัวข้อที่ 1)
ฟอร์มสร้าง User ใหม่ (ซ้าย) และตาราง User Records ที่มีอยู่ในระบบ (ขวา) — ปุ่มด้านขวาสุดของแต่ละแถวคือ แก้ไข / Reset Password / จัดการ MFA / ปลดล็อก / ลบ
หน้าจอนี้ใช้ควบคุมว่า User คนไหนมีสิทธิ์เข้าถึง (เห็น Issue ของ) โครงการใดบ้าง — เป็นกลไกความปลอดภัยหลักของระบบ ไม่ว่าจะเป็น Role อะไรก็ตาม ถ้าไม่มี Project Access ก็จะไม่เห็นข้อมูลของโครงการนั้นเลย แม้แต่ Admin เองก็ต้องถูกกำหนดสิทธิ์ทีละโครงการเช่นกัน (ไม่ได้เห็นทุกโครงการโดยอัตโนมัติ)
เลือก User ทางซ้าย แล้วเปิด/ปิดสิทธิ์เข้าถึงแต่ละโครงการทางขวา
ตารางสรุปสถิติการใช้งานรายบุคคล ใช้ติดตามว่าใคร Login เข้าระบบล่าสุดเมื่อไหร่ และมีภาระงานค้างอยู่เท่าไหร่:
| คอลัมน์ | ความหมาย |
|---|---|
| Last Login | เวลา Login (Sign In) ล่าสุดของ User นั้น — แสดง "Never" ถ้ายังไม่เคย Login เลย |
| Total Raised By / Total Assignee | จำนวน Issue ทั้งหมด (ทุกสถานะ) ที่ User นั้นเป็นผู้แจ้ง / เป็นผู้รับผิดชอบ |
| Active Tasks Raised By / Assignee | จำนวน Issue ที่ยังต้องดำเนินการอยู่ ณ ตอนนี้ (ตรงกับที่เห็นใน Personal Dashboard ของ User นั้น) |
| Overdue Active Tasks | ในจำนวน Active Tasks ข้างต้น มีกี่รายการที่เลย Target Date แล้ว (แสดงตัวเลขสีแดงถ้ามากกว่า 0) |
กดหัวคอลัมน์เพื่อเรียงลำดับ หรือกด Export CSV / Export Excel เพื่อดึงรายงานออกไปใช้ต่อ
ตัวอย่างตาราง User Tracking Dashboard (แสดงเฉพาะ user ตัวอย่างในภาพนี้)
เมื่อเปิดหน้า Edit Issue ด้วย Role Admin ท่านสามารถแก้ไขข้อมูลของ Issue ได้ ทุกช่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้แจ้ง (Raised By) หรือผู้รับผิดชอบ (Assignee) ของ Issue นั้นหรือไม่ ช่องที่แก้ไขได้จะเป็นสีขาว ส่วนช่องสีเทาคือช่องที่แก้ไขไม่ได้
หน้าจอ Edit Issue เมื่อเปิดด้วย Admin — ช่องสีขาวแก้ไขได้ (รวมถึง Raised By และ Assignee)
| ช่อง | Admin ทำอะไรได้ |
|---|---|
| Problem Type, Severity Level, Module, Issue Description, Detailed Replication Steps, Reference Issue, Description Attachments | แก้ไขได้ทุกสถานะ (ที่ยังไม่ปิด) |
| Raised By | เลือกเปลี่ยนผู้แจ้งได้ จาก dropdown รายชื่อผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงโครงการนั้น (รวม Customer) — สิทธิ์ของผู้แจ้ง เช่น ปิดงานเมื่อ Resolved และอีเมลแจ้งเตือนสถานะ จะย้ายไปที่ผู้แจ้งคนใหม่ และระบบบันทึก System Log ให้ |
| Assignee | เปลี่ยนผู้รับผิดชอบเป็น Admin หรือ Project Team ที่มีสิทธิ์ในโครงการนั้น |
| Target Resolution Date, Manday Usage, Action Plan, Solution / Fix Notes, Solution Attachments | แก้ไขได้ (Manday Usage ต้องมีการตั้งงบ Manday ของโครงการ/Phase นั้นไว้ใน Project Control by Phase ก่อน) |
| Issue Status | เลือกได้ทุกสถานะ ไม่ต้องไล่ตามลำดับขั้น — แต่ถ้าเลือกสถานะอื่นที่ไม่ใช่ New/Cancelled ต้องมี Assignee ก่อน |
| Project Master, Issue Phase, Created Date, Closed Date | แก้ไขไม่ได้ (Issue ID อ้างอิงโครงการ/Phase, Created Date และ Closed Date ระบบกำหนดเอง) |
Issue ที่มีสถานะ Closed หรือ Cancelled จะเป็นโหมดดูอย่างเดียวสำหรับทุกคนตามปกติ (ช่องทั้งหมดเป็นสีเทา และไม่มีปุ่ม Save) Admin จะเห็นแถบแจ้งเตือนพร้อมปุ่ม Unlock to edit:
Issue สถานะ Closed — ทุกช่องเป็นสีเทา และมีปุ่ม Unlock to edit ที่ด้านบนของฟอร์ม
หลังกด Unlock — แถบแจ้งว่า Admin ได้ปลดล็อกแล้ว และช่องต่างๆ แก้ไขได้ (สีขาว)
การเปลี่ยนแปลงสำคัญของ Admin ถูกบันทึกเป็น System Log ในแผง Activity ของ Issue โดยอัตโนมัติ ได้แก่ การ Unlock, การเปลี่ยน Raised By, การเปลี่ยน Status และการเปลี่ยน Assignee (ลบ System Log ไม่ได้)
แผง Activity — แถวบนสุดคือ System Log ของการ Unlock, ถัดลงมาคือการเปลี่ยน Raised By และ Status
Project Team คือทีมงานผู้รับผิดชอบแก้ไข Issue มองเห็นเมนู: Project Dashboard, Personal Dashboard, Issues Log
เมนู (Menu) ด้านซ้ายที่ Project Team มองเห็น
หน้าแรกที่ควรเช็คทุกวัน สรุปภาระงานที่เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรง:
Personal Dashboard หลังจากรับงานมา 1 รายการ — สังเกตการ์ด My Active Tasks และตาราง Backlog
Issue ที่ยังไม่มี Assignee (แสดงคำว่า "Unassigned" ในคอลัมน์ Assignee) — Project Team ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงโครงการนั้นสามารถเปิดเข้าไปแล้วกำหนดตัวเองเป็น Assignee ได้ทันที โดยไม่ต้องรอ Admin มอบหมายให้
ตาราง Issues Log ของ Project Team — ไม่มีคอลัมน์ Actions/ลบ เหมือน Admin
ก่อนรับงาน — ช่อง Assignee ยังว่างเปล่า
หลังกด Save Changes แล้ว — Issue ถูกกำหนดเป็นของตนเอง พร้อมบันทึกลง Activity Log อัตโนมัติ
ทุก Issue มีแผง Activity อยู่ทางขวาของหน้าจอ Edit Issue ใช้สำหรับพิมพ์ข้อความอัปเดตความคืบหน้า พูดคุยกับผู้แจ้งหรือทีมงานคนอื่น, ตอบกลับ (Reply) ข้อความใดข้อความหนึ่งโดยเฉพาะ, ใส่ Reaction (อิโมจิ), และแนบไฟล์ประกอบการพูดคุยได้ — ทุกการเปลี่ยน Status และ Assignee จะถูกบันทึกเป็น System Log ต่อท้ายอัตโนมัติ ทำให้เห็นประวัติทั้งหมดของ Issue ในที่เดียว
แผง Activity — ข้อความที่พิมพ์เอง (บนสุด) ตามด้วย System Log อัตโนมัติของการเปลี่ยน Assignee
Status ของ Issue เปลี่ยนได้ตามลำดับที่กำหนดไว้เท่านั้น หน้าจอจะเสนอให้เลือกเฉพาะ Status ถัดไปที่อนุญาต ตามตารางนี้:
เมื่อเป็น Assignee ของ Issue จะสามารถกรอกช่อง Action Plan, Solution / Fix Notes, Target Resolution Date, Manday Usage และแนบไฟล์ผลการแก้ไข (Solution Attachments) ได้ — ไฟล์ที่รองรับ: รูปภาพ, PDF, Word, Excel, Text/CSV ขนาดไม่เกิน 5MB ต่อไฟล์ สูงสุด 100 ไฟล์ต่อ Issue
Customer คือผู้ใช้งานฝั่งลูกค้าที่แจ้งปัญหาเข้ามา มองเห็นเมนู: Project Dashboard, Personal Dashboard, Issues Log
เมนู (Menu) ด้านซ้ายที่ Customer มองเห็น
แสดงภาพรวม Issue ที่ท่านแจ้งไว้ (Raised By) โดยเฉพาะรายการที่อยู่ในสถานะ Pending Customer (ทีมงานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากท่าน) และ Resolved (ทีมงานแก้ไขเสร็จแล้ว รอท่านตรวจสอบ) — สองสถานะนี้คือสิ่งที่ต้องการ Action จากฝั่งท่าน
Personal Dashboard ของ Customer — My Active Tasks จะว่างถ้ายังไม่มี Issue ใดรอการตรวจสอบจากท่าน
กดปุ่ม Log Issue จากหน้า Issues Log แล้วกรอกรายละเอียดให้ครบทุกช่องที่มี * กำกับ:
| ช่อง | คำอธิบาย |
|---|---|
| Project Master * | เลือกโครงการที่พบปัญหา |
| Issue Phase * | Phase ของโครงการ ณ ตอนที่พบปัญหา (ระบบจะเลือก Phase ปัจจุบันของโครงการให้อัตโนมัติ แต่เปลี่ยนได้) |
| Problem Type * | ประเภทปัญหา เช่น Bug, Data, Performance, Question |
| Severity Level * | ความรุนแรง Low / Medium / High / Critical |
| Module | ชื่อโมดูล/ฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) |
| Issue Description * | หัวข้อสรุปปัญหาแบบสั้น |
| Detailed Replication Steps * | อธิบายขั้นตอนการเจอปัญหาโดยละเอียด (ทำอะไร คาดหวังผลอะไร ได้ผลจริงเป็นอะไร) |
ฟอร์มแจ้งปัญหาใหม่ที่กรอกครบแล้ว พร้อมกด Submit
สามารถแนบไฟล์ประกอบ (Description Attachments) ได้ตั้งแต่ตอนแจ้งปัญหา เช่น ภาพหน้าจอ Error — รองรับไฟล์รูปภาพ, PDF, Word, Excel, Text/CSV สูงสุด 5MB ต่อไฟล์ ไม่เกิน 100 ไฟล์
ดูรายการ Issue ทั้งหมดที่เคยแจ้งไว้ พร้อมสถานะปัจจุบันได้ที่หน้า Issues Log — ท่านจะเห็นเฉพาะ Issue ของโครงการที่ท่านมีสิทธิ์เข้าถึงเท่านั้น
ตาราง Issues Log ของ Customer
เมื่อ Issue ถูกเปลี่ยนสถานะเป็น Resolved โดยทีมงาน ท่านในฐานะผู้แจ้ง (Raised By) จะเป็นผู้ตรวจสอบผลการแก้ไข (ดูรายละเอียดได้ในช่อง Solution / Fix Notes และแผง Activity) แล้วเลือกดำเนินการต่อ:
หน้าจอตรวจสอบ Issue สถานะ Resolved — เห็นข้อความอัปเดตจากทีมงานในแผง Activity ทางขวา ก่อนตัดสินใจเลือก Closed หรือ Not Pass
ถ้า Issue ถูกเปลี่ยนเป็นสถานะ Pending Customer หมายความว่าทีมงานต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากท่านก่อนดำเนินการต่อ — ให้ตอบกลับผ่านแผง Activity แล้วเปลี่ยนสถานะเป็น Customer Updated เพื่อแจ้งทีมงานว่าท่านให้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว ทีมงานจะกลับมาดำเนินการต่อ (สถานะจะเปลี่ยนเป็น In Progress อีกครั้ง)